วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คู่มือเบื้องต้นในการดูสเปกโน้ตบุ๊ก

คู่มือเบื้องต้นในการดูสเปกโน้ตบุ๊ก ฉบับล่าสุดประจำปี 2012



สำหรับใครที่ต้องการโน๊ตบุ๊กสักเครื่อง การดูสเปกได้นั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก (ยกเว้นจะให้เพื่อนๆ ที่ดูเป็นคนช่วย) เพราะหมายถึงการที่ได้เครื่องตรงความต้องการใช้งานของเรา มากที่สุด ต่องบประมาณที่จำกัด บางท่านอาจจะต้องการใช้แค่พิมพ์งานเล่นเน็ต แต่ดูสเปกไม่เข้าใจอาจจะไปซื้อเครื่องรุ่นใหม่ที่กินตัวไป เพราะเห็นแค่เพียงว่าราคาสูงน่าจะใช้งานเราได้แน่ๆ หรือบางท่านต้องการเครื่องที่มีพอร์ตต่างๆตามต้องการเช่น HDMI สำหรับต่อจอ LCD TV หรือ e-SATA สำหรับต่อฮาร์ดดิสค์ความเร็วสูง ถ้าเราดูสเปกผิดเพียงนิดเดียวก็อาจจะทำให้เราซื้อเครื่องมาผิดจุดประสงค์การ ใช้งานได้เพราะฉะนั้น การดูสเปกแบบคร่าวๆพอเข้าใจอาจจะไม่ต้องถึงขั้นรู้เทคโนโลยีอะไรมากมายเพียง แต่สามารถจับจุดได้ แค่นี้ก็สบายหายห่วงแล้ว
ออกตัวก่อนนะครับว่าในบทความนี้จะแนะนำแค่ คราวๆไม่ถึงกับลงลึกไปว่า งานนี้ควรจะใช้ซีพียูอะไร เพียงแต่แนะนำพอรู้ถึงกลุ่มต่างๆเท่านั้นนะครับ ไปดูทีละส่วนกันเลย







CPU
คือหน่วยประมวลผลเปรียบเหมือนสมองกลของคอมพิวเตอร์ บางท่านอาจจะคิดว่ามันเป็นกล่องสี่เหลี่ยมรึเปล่า แต่ไม่ใช่อย่างนั้น CPU คือ Chip ขนาดประมาณ 1นิ้ว x 1 นิ้ว ใหญ่ว่า หรือ เล็กกว่า (แล้วแต่ Model) โดยในโน๊ตบุ๊กนั้นแม้จะไม่ค่อยนิยมเปลี่ยนซีพียูเองเท่าไรเพราะ หาซื้อยาก มีราคาสูง และอาจจะกระทบกับการรับประกันได้ แต่ก็มีหลายๆท่าน ลองเปลี่ยนดูมาแล้วนะครับ

ปัจจุบันมีผู้ผลิต CPU Notebook รายใหญ่อยู่แค่ 2 บริษัท คือ AMD และ Intel ซึ่งส่วนมาก Intel จะครองตลาดซะมากกว่า โดยจะแบ่งได้หลายระดับที่นิยมและมีขายในตอนนี้ทั้ง
Intel
  • Atom นิยมใช้ในเน็ตบุ๊กเพราะขนาดที่เล็กและราคาที่ไม่แพงรองรับการใช้งานเป็นอย่างดี ในการใช้งานเบาๆ
  • Pentium Dual Core ซีพียู 2 Core ระดับเริ่มต้น มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับสูงแต่ไม่สูงเท่า Core i รองรับการทำงานที่หนักขึ้นมาจาก Netbook
  • Core i ที่มีทั้ง i3 i5 i7 ซีพียูมาตรฐานของโน้ตบุ๊กในปัจจุบัน ด้วยการปฎิวัติการออกแบบซีพียูใหม่ ที่มีทั้งการเพิ่ม Hyper threading หน่วย Core เสมือน และ Turbo Boost ซึ่งทำให้ซีพียูสามารถเพิ่มความเร็วเองได้อัตโนมัติ ที่มีใน Core i5 และ i7 แต่ i7 นั้นจะเด็ดกว่าด้วยเป็นซีพียู 4 Core แท้ อีกทั้งยังมีรหัสต่อท้ายเช่น M 2 Core และ QM 4 Core
  • Core i Gen 2  (Sandy Bridge) เป็นการพัฒนาอีกขั้นจาก Core i เดิม โดยจะเพิ่มชื่อรหัสเลข 2 เข้าไปเช่น Core i5-2410M โดยจะเป็นรุ่นใหม่ประจำปี 2011 ที่เพิ่มประสิทธิภาพเข้าไปให้สามารทำงานได้เร็วขึ้น การ์ดจอออนบอร์ดตัวใหม่ที่สามารถชมภาพยนตร์ 1080p ได้โดยไม่ต้องพึ่งการ์ดจอแยก
  • Core i Gen 3 (Ivy Bridge) ซีพียูสถาปัตยกรรมรุ่นล่าสุดจากทาง Intel โดยยังแยกเป็น Core i3, i5, i7 เหมือนเดิม แตัวเลขรหัสนำหน้านั้นจะใช้เป็นเลข 3 อาทิเช่น  Core i5-3210M, Core i7-3610QM ซึ่งจะมาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ๆ อาทิ Intel Graphics HD 4000, แรม DDR3-1600 MHz, ฮาร์ดดิสก์ SATA III และมาตรฐาน USB 3.0
AMD
  • Athlon II รุ่นเก่าไม่มีขายแล้ว เด่นที่ราคาประหยัดแต่ก็มีความร้อนสูง
  • Phenom เป็นซีพียูเด่นประจำปี 2010 โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพที่อยู่ในระดับดีคุ้มค่า ความร้อนต่ำ ที่สำคัญคือมีให้เลื่อกทั้ง X2 X3 X4 เพื่อแบ่งตามจำนวน Core ของซีพียู ที่เป็ฯ Core แท้ไม่ใช่ Core เสมือน
  • APU เป็นการปฏิวัติประจำปี 2011 ด้วยการผนวกรวมซีพียูและการ์ดจอเข้าไปในชิปตัวเดียวกัน ทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น ราคาถูกลงแต่ประสิทธิภาพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าการ์ดจอแยก โดยจะเรียกว่า APU ทั้งซีพีรีย์ C E และ A
  • E C Series เป็นรุ่นล่างของ APU โดยออกแบบมาเพื่อ Tablet และ Netbook ประสิทธิ์ภาพพอใช้งานทั่วไป ใช้พลังงานต่ำแผ่ความร้อนน้อย และที่สำคัญที่ดีกว่าคู่แข่งคือการ์ดจอที่แรงกว่าพร้อมรองรับ DX11
  • A Series ล่าสุดของปี 2012 สำหรับโน้ตบุ๊กที่ต้องการทั้งการประมวลผลขั้งสูง และราคาคุ้มค่า โดยมีตั้งแต่ A4, A6, A8 และ A10 โดดเด่นที่จำนวน Core 4 หัวในรุ่น A6 ขึ้นไป อีกทั้งยังมากับการ์ดจอภายในที่มีประสิทธิภาพสูงพร้อม CrossFire กับการ์ดจอแยกได้ด้วยทำให้เพิมประสิทธิภาพการ์ดจอไปได้อีกโดยที่งบประมาณไม่ เพิ่มขึ้นมากนัก
ตารางเปรียบเทียบประสิทธิภาพซีพียูปี 2012  >>Link<<

Chipset

คือส่วนที่ค่อยควบคุม อุปกรณ์แทบทั้งหมดของเครื่อง หรือเรียกได้ว่าเป็นตัวประสานงานต่างๆขอบอุปกรณ์บนเมนบอร์ดก็ว่าได้ ตั้งแต่ซีพียู แรม …. ไปจนถึงพอร์ตต่างๆ ล้วนแต่พึ่งพา ชิปเซ็ตทั้งนั้น มีผู้ผลิตชิปเซ็ตก็มีทั้ง Intel ซึ่งจัดได้ว่าเป็นผู้ผลิตชิปเซ็ตรายใหญ่ที่สุด โดยจะผลิตชิปเซ็ตมารองรับซีพียูของตนเองเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว พอซีพียูรุ่นใหม่ออกก็จะผลิตชิปเซ็ตออกมารองรับทันทีทันใด แน่นอนว่าซีพียูเป็นของ Intel เกือบทั้งหมด ชิปเซตเอง Intel ก็กินส่วนแบ่งเกือบทั้งหมด แต่ก็มียี่ห้ออื่นๆที่หลุดๆมาบ้างทั้ง AMD ที่เหมือนๆกับ intel คือผลิตชิปเซ็ตให้ซีพียูตนเองเป็นหลัก นอกเหนือจากนั้นก็มีทั้ง NVIDIA, SIS, VIA
โดยในปัจจุบันซีพียูหลายรุ่นจะผนวกรวม north bridge ชิปหลักที่ความคุมอุปกรณ์หลักๆเช่นการ์ดจอ แรม ซีพียูเข้าไปในซีพียูแล้วเพื่อทำให้สามารถลดเวลาการสั่งงานไปได้เช่น APU ของ AMD แต่ก็ยังคงมี south bridge ที่คอยควบคุมอุปกรณ์อื่นๆแยกอยู่ เช่น HDD พอร์ตต่างๆ

Graphic Chip
คือหน่วยที่ประมวลผลด้านภาพออกมาแสดงทางจอ มีด้วยกัน 2 ประเภทคือ Onboard ที่จะรวมภาคประมวลผลภาพของการจอลงในชิปเซ็ตของเครื่องด้วย และแน่นอนว่ายังคงเป็นของ Intel เสียส่วนใหญ่ ความสามารถนั้นก็ถือว่าเป็นในระดับล่าง ใช้งานทั่วไป ดูหนัง เล่นเกมส์ที่ความละเอียดไม่สูงมากได้บ้าง
อีกชนิดหนึ่งคือแยกชิปเซ็ตแยกจากชิปเซ็ตหลัก มีทั้งแบบเป็นการ์ด และแบบที่เป็นชิปเซ็ตฝังบนเมนบอร์ดเลย โดยมีบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ 2 ราย คือ ATI และ NVIDIA ความสามารถต่างๆ นาๆ นั้นก็จะขึ้นอยู่กับราคา ยิ่งแพงการประมวลผลด้านภาพก็จะยิ่งดี ยิ่งเล่นเกมส์ ดูหนัง Hi-Def ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รุ่นยอดฮิตในไทยก็ได้แก่
Onboard
  • Intel GMA 4500MHD จะเป็นการ์ดจอออนบอร์ดของ Core 2 Duo รองรับการใช้งานทั่วไป ไม่มีขายแล้ว
  • Intel GMA HD จะเป็นการ์ดจอออนบอร์ดของ Core i รองรับงานทั่วไปรวมถึงภาพยนตร์ 720p ได้
  • Intel GMA HD 3000/2000 จะเป็นการ์ดจอออนบอร์ดของ Core i Gen 2 รองรับงานทั่วไปรวมถึงภาพยนตร์ 1080p ได้ รวมถึงเกมส์ที่ความละเอียดไม่สูงมากนัก
  • Intel Graphics HD 4000 ที่มาพร้อม Ivy Bridge (Core i Gen 3) จุดเด่นที่สุดที่เห็นได้ชัดก็คือการ์ดจอที่อยู่ในซีพียูตัวใหม่นี่ละครับ ด้วยการยกเครื่องใหม่จากตัว HD 3000 พอสมควร ทั้งประสิทธิภาพที่ Intel คุยว่าแรงระดับการ์ดจอแยก เล่นเกมส์ได้ระดับหนึ่ง รวมถึงการรองรับ DX11 เต็มรูปแบบจากตัวเดิมรองรับแค่ DX10.1 เท่านั้น
NVIDIA
    • รหัสห้อยท้ายชื่อรุ่นจะแบ่งตามระดับการ์ดจอได้แก่ GS ระดับเริ่มต้นเล่นเกมส์ได้นิดหน่อย GT เล่นเกมส์ได้ระดับกลางๆ และ GTX สูงสุดเล่นเกมส์ได้ที่ความละเอียดเต็มที่
    • 9xxx /1xx /2xx /3xx  รุ่นเก่าที่ไม่มีจำหน่ายแล้วรองรับแค่ DX10
    • 4xx ซีรีย์ประจำปี 2010 ซีรีย์แรกที่รองรับ DX11
    • 5xx ซีรีย์ประจำปี 2011
    • 6xx ซีรีย์ประจำปี 2012

ATI
  • Series 3xxx เป็นรุ่นที่ไม่เก่ามาก 3410 > 3450 > 3470 > 3650 > 3670
  • Series 4xxx เป็นรุ่นใหม่ที่เพิ่งออกมา มีประสิทธิภาพที่ดีทีเดียวเลย และคาดว่าจะมีอีกหลายๆรุ่นตามมา ได้แก่ 4570 > 4650
  • Series 5xxx รุ่นประจำปี 2009 รองรับ DX11
  • Series 6xxx รุ่นประจำปี 2011 มีทั้งที่เป็นออนบอร์ดอยู่ใน APU และ แบบการ์ดจอแยกมาเลย โดยดูจาก M ต่อท้ายจะเป็นการ์ดจอแยก
  • Series 7xxx รุ่นประจำปี 2012
ตารางเปรียบเทียบประสิทธิภาพการ์ดจอปี 2012 >>Link<<
Display
คือส่วนที่เป็นจอภาพ โดยจอภาพในปัจุบันนั้นจะเป็นแบบ LED หมดแล้ว ซึ่งจะมีขนาดเล็กๆตั้งแต่ 7 นิ้ว ไปจนถึง ใหญ่ๆ 18 – 20 นิ้วกันเลยทีเดียว ตามความต้องการเช่นใครต้องการพกพาสะดวกก็ดูรุ่นที่จอเล็กๆหน่อย แต่ถ้าใครซื้อไปเป็นเครื่อง PC สำหรับดูหนังเล่นเกมส์แบบว่าไม่ค่อยได้ยกไปไหนมาไหน จะซื้อรุ่นที่จอใหญ่ๆก็ตามชอบเลยครับ และอีกสิ่งที่เป็นข้อสังเกตุคือ Resolution ยิ่งมีค่าสูงจอภาพก็จะมีความละเอียดมาก เช่น จอที่ไว้ดูหนัง Hi-Def โดยเฉพาะ จะอยู่ที่ 1920×1080 ซึ่งจะพบได้ใน Notebook ระดับ Hi-End ราคาสูง
  • เน้นพกพา เหมาะกับจอภาพ 7 – 11 นิ้ว
  • ไม่หนักมาก แต่จอภาพก็ไม่เล็กเกินไป 12 – 13 นิ้ว
  • ใช้งานทั่วไปตามมาตรฐาน 14 – 15 นิ้ว
  • เน้นจอใหญ่ใช้งานมัลติมีเดีย 15 – 17 นิ้ว
นอกจากนั้นยังมีชนิดของจอภาพเข้ามาเป็นตัวเลือกให้อีกโดยปรกติจอภาพส่วน ใหญ่นั้นจะเป็นจอกระจกเพราะมีคุณภาพดีคุ้มค่าราคาไม่สูงเกินไป และยังให้สีสันคมชัดสวยงาม แต่สำหรับผู้ที่ต้องจ้องคอมนานๆหรือนำเครื่องไปใช้งานกลางแจ้งน่าจะมองจอภาพ แบบจอด้านหรือ anti-glare จะเหมาะกว่าครับ
Memory
เป็นหน่วยความจำชั่วคราวสำหรับเป็นที่พักข้อมูลยิ่งมีความจุสูงก็จะยิ่ง ทำให้ Notebook สามารถทำงานได้ลื่นไหลมากขึ้น และความเร็วของแรมเช่น 667 800 1066 1333 MHz นั้นยิ่งมากก็จะยิ่งทำให้เครื่องทำงานได้ไวสอดคล้องกับซีพียูมากขึ้น ส่วนมากของโน๊ตบุ๊กในปัจจุบันใช้ RAM DDR3 กันหมดแล้ว แต่ก็ยังมีโน้ตบุ๊กรุ่นเก่าๆที่ใช้ DDR2 อยู่บ้าง  โดยการเลือกใช้นั้นด้วยราคาแรมในปัจจุบันที่ถูกลงมามาก แรมก็ไม่ควรต่ำกว่า 4 GB เป็นอย่างน้อย เพราะในระดับนี้จะทำอะไร เล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง ทำงาน ในเครื่องสามารถใช้งานได้สบายๆแล้ว ซึ่งโน้ตบุ๊กทั่วๆ ไปจะรองรับความจุสูงสุดได้ 8 GB
Hard Disk
เป็นหน่วยความจำหลักที่จะบรรจุซอฟแวร์ต่างๆไว้ในนี้ ถ้าฮาร์ดดิสก์มีความจุมากก็จะทำให้มีพื้นที่ในการเก็บข้อมูลต่างๆเช่น หนัง เพลง มาก จนไม่ต้องกลัวว่าจะเต็มๆ ในเครื่องปัจจุบันที่ขายกันทั่วๆไปต่ำๆก็จะมีมาให้ 320 – 500 GB เพียงพอสำหรับเก็บข้อมูลได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ๆเป็นประจำ ก็ไม่ควรน้อยกว่า 640 GB  โดยฮาร์ดดิสค์ทั่วๆไปที่แถมมากับเครื่องจะมีความเร็วรอบจานหมุนที่ 5400 RPM แต่ถ้าจะให้ดีควรจะมีความเร็วที่ 7200 RPM จะสามารถใช้งานได้รวดเร็วกว่า
อีกทั้งยังมาฮาร์ดดิสค์อีกประเภทที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นคือชนิด Sloid-State Drives (SSD) เป็นฮาร์ดดิสค์ที่ใช้ IC Chip มาบันทึกข้อมูลแทน แบบจานหมุนในฮาร์ดดิสค์ทั่วไป ซึ่งทั้งเร็วและมีความคงทนสูงกว่าฮาร์ดดิสค์แบบธรรมดาที่เราใช้กันอยู่ แต่ก็มีราคาสูงตามไปด้วย ซึ่งจะเริ่มเห็๋นจำหน่ายกันมากขึ้นและนำมาใช้กับโน้ตบุ๊ก Hi-end กัน หรือในโน้ตบุ๊กประเภท Ultrabook รวมไปถึงยังมีฮาร์ดดิสก์แบบไฮบริดก็คือนำทั้ง SSD และฮาร์ดดิสก์แบบปกติมาใช้งานร่วมกัน ก็คือ ใช้ SSD เป็นที่สำรองข้อมูลระบบหรือบัพเพอร์ไฟล์ต่างๆ ซึ่งจะใช้ SSD ขนาด 8 – 16GB ส่วนฮาร์ดดิสก์แบบปกติจะให้ความจุมาอยู่ที่ 320 – 1000GB ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตโน้ตบุ๊กรุ่นนั้นๆ ออกมา
Drive
มีหลายชนิดมากมายเลยครับ ที่นิยมนำมาลง Notebook มากที่สุดตอนนี้ก็คงเป็น DVD Writer (Dual Layer Support) ที่สามารถ อ่าน-เขียนแผ่น DVD ก็จะมีตั้งแต่เขียนได้ 8X 16X 20X ครับ ส่วน Drive ที่มาแรงคงหนีไม่พ้น Blu-ray ที่มีขนาดบรรจุถึง 27 G อัตราการโอนถ่ายข้อมูลเร็วถึง 36 Mbps แต่ติดที่ยังราคาแพงอยู่ แต่ในอนาคตไดร์ฟและแผ่นแบบ Blu-Ray จะเข้ามาเป็นมาตฐานใหม่แทน DVD ในไม่ช้านี้แน่นอน ตอนนี้โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ๆ ระดับสูงๆ ก็ติดเป็น Blu-ray Drive กันเกือบหมดแล้ว

USB

คงไม่มีใครไม่รู้จัก USB น่ะครับ เป็น Port ที่ส่งถ่ายข้อมูลแบบอนุกรม ที่ได้รับความนิยมสูงสุดมีใช้ในอุปกรณ์ต่อเชื่อมแทบทุกชนิด ตั้งแต่แฟลตไดร์ฟ ยังจอภาพ LCD เลยทีเดียว ด้วยความสามารถเด็ดคือ Plug & Play คือสามารถใช้งานได้ทันทีไม่ต้องรีสตราทเครื่องหรือบางอยางเช่นแฟลชไดร์ฟไม่ ต้องลงไดร์วเวอร์ก็สามารถใช้งานๆได้ทันที ในปัจจุบันใช้ USB 2.0 เป็นหลัก ซึ่งจะมีความเร็วอยู่ที่ 480 MB/s และอีกไม่นาน USB 3.0 ก็จะเข้ามาแล้ว ซึ่งจะมีความเร็วมากว่า 2.0 ถึง 10 เท่า

USB 3.0
USB 3.0 นั้นจะมีความเร็วสูงกว่า USB 2.0 ถึง 10 เท่าโดยจะมีความเร็วในการแลกเปลียนข้อมูลสูงสุดถึง 4.8 Gbps ซึ่งสูงกว่า USB 2.0 ที่มีความเร็วในการแลกเปลียนข้อมูลสูงสุด 480 Mbps ซึ่งจะทำให้ USB 3.0 นั้นสามารถทำการอ่านข้อมูลได้ไปพร้อมๆ กับเขียนข้อมูลในคราวเดียวกัน ซึ่งต่างกับ USB 2.0 ที่ต้องทำการอ่านหรือเขียนได้ทีละอย่าง ซึ่งในช่วงนี้ปีนี้ USB 3.0 คงจะเข้ามาทดแทน USB 2.0 อย่างเต็มที่ จากการมาของ Intel Ivy Bridge

USB 3.0 นั้นได้ลดพลังงานการใช้งานอุปกรณ์น้อยลงจาก 4.4 V เหลือ 4 V แต่เพิ่มความเร็วในการส่งพลังงานให้เยอะขึ้นจาก 500 mA เป็น 900 mA ซึ่งจะทำให้การชาร์ตอุปกรณ์ที่สนับสนุน USB 3.0 ที่เสียบผ่านสาย USB 3.0 ชาร์ตเร็วขึ้นด้วย หรือการสนับสนุนอุปกรณ์รุ่นก่อนเช่น USB 2.0 ซึ่งยังสามารถทำการเสียบอุปกรณ์ USB 2.0 เข้า USB 3.0 ได้แล้วยังเสียบอุปกรณ์ USB 2.0 เข้า USB 3.0 ได้อีกด้วยเช่นกัน โดยจะมีความเร็วแค่เท่าของ USB 2.0
สำหรับใครสนใจเพิ่มเติมตามต่อได้ที่ USB 3.0 กับ Thunderbolt พอร์ตไหนจะมาแรงกว่ากันในปี 2012 พร้อมวิธีสังเกตพอร์ตแบบง่ายๆ
D-Sub หรือ VGA
หรือที่เรียกกันอีกแบบว่า VGA port เป็น Port ที่ส่งสัญญาณภาพเข้าสู้อุปกรณ์แสดงภาพภายนอกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เรียกได้ว่ามีในโน๊ตบุ๊กแบบทุกเครื่องเลย ถึงแม้คุณภาพของภาพที่เป็นระบบสัญญาณอนาล็อกจะด้อยกว่า DVI แต่ด้วยมีอุปกรณ์รองรับมากที่สุดทำให้เป็นพอร์ตสำหรับต่อแสดงผลที่ได้รับ ความนิยมสูงสุด (แต่ในอนาคตคาดว่าจ HDMI จะมาแทนในไม่ช้า) รองรับทั้งจอแบบ LCD CRT รวมถึงเครื่องโปรเจ็คเตอร์ด้วย


HDMI
หรือย่อมาจาก High-Definition Multimedia Interface ตามที่ชื่อบอกเลยครับว่ารองรับงานมัลติมีเดียเต็มที่ ด้วย Port ที่เชื่อมต่อกับเครื่องเล่น HDMI ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวก LCD TV หรือ เครื่องเสียง โดยในสาย HDMI จะรวบร่วมสัญญาณดิจิตอลทั้งภาพและเสียงที่ส่งไปในสาย HDMI เส้นเดียว ทำให้มีความสะดวกเพราะไม่ต้องต่อสายหลายสายให้วุ้นวาย โดยในโน๊ตบุ๊กสมัยใหม่ที่รองรับก็จะติดตั้งพอร์ต HDMI มาให้ใช้งานได้เลย โดยสาย HDMI เวอร์ชั่นล่าสุด ที่เป็น HDMI V.1.4 สามารถรองรับการส่งข้อมูลภาพแบบ 3D ได้ รวมไปถึงความละเอียดก็รองรับได้สูงสุดถึง 4096 × 2160 พิกเซลเลยทีเดียว
DisplayPort
DisplayPort คล้ายๆ HDMI แต่จะเหนือกว่าด้วยความสามารถในการส่งข้อมูลที่ 8.64 Gbit/s ทำให้รองรับความละเอียดได้สูงถึง 3840 × 2160 พิกเซล แต่มีความสามารถในการต่อหน้าจอความละเอียด 1920 x 1200 พิกเซล จำนวน 4 หน้าจอพร้อมๆ กัน รวมไปถึงส่งข้อมูลได้สองทาง ปัจจุบันนิยมใช้ใน MacBook และ ThinkPad หรือโน้ตบุ๊กมืออาชีพระดับสูง เพราะมีคุณสมบัติสูงได้กว่า HDMI พร้อมทั้งแปลงเป็น HDMI ได้ด้วย ปัจจุบันเป็น DisplayPort เวอร์ชั่น 1.2
สำหรับใครอยากทราบข้อแตกต่างระหว่าง HDMI และ DisplayPort ให้มากยิ่งขึ้น ติดตามอ่านได้ที่นี่ครับ 


Thunderbolt
เป็นพอร์ตที่พัฒนาร่วมกันระหว่าง Intel และ Apple ซึ่งได้ติดตั้งมาแล้วใน MacBook Pro รุ่นปี 2011 โดย Thunderbolt port สามารถเล่นวิดีโอที่มีความละเอียด 1080p ได้พร้อม ๆ กันถึง 4 เรื่อง และยังสามารถถ่ายโอนข้อมูลของไฟล์ขนาด 5 GB จาก Hard drive ไปยังคอมพิวเตอร์ภายในเวลาประมาณ 10 วินาที เท่านั้น แต่ว่าอุปกรณ์ที่รองรับยังน้อยอยู่ และยังมีศัตรูอย่าง USB 3.0 ที่ทำให้เกิดได้ยาก แต่ในปี 2012 นี้จะเห็นว่าโน้ตบุ๊กที่เป็น Windows หันมาใช้กันมายิ่งขึ้นจากการผลักดัน Intel ที่ใช้ชิป Ivy Bridge



DVI
เป็น Port ที่ส่งสัญญาณภาพเข้าสู้จอ LCD Notebook ที่มี Port นี้มีค่อนข้างน้อยมากครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ใน Notebook รุ่นที่มีราคาสูงๆ โดยจะเป็นส่งสัญญาณแบบดิจิตอล ซึ่งให้คุณภาพในการแสดงผลที่ดีกว่าแบบอนาล็อค แบบในพอร์ต D-Sub ที่นิยมใช้กันในโน๊ตบุ๊กทั่วๆไป แต่ปัจจุบันโดยแทนที่ด้วย HDMI หมดแล้ว


S-video
เป็น Port ที่ส่งสัญญาณภาพเข้าสู้จอ TV โน๊ตบุ๊กรุ่นเก่าๆหน่อยจะมีพอร์ตนี้กันเยอะ แต่ในรุ่นใหม่ๆก็แทบไม่มีแล้วเพราะมีพอร์ตอื่นๆเข้ามาแทนที่ เช่น HDMI


Firewire
หรือ ที่นิยมเรียกกันว่า IEEE 1394 เป็น Port มีลักษณะดังในภาพ คล้ายรูปสี่เหลี่ยมคางหมู หรืออีกรูปแบบนึงซึ่งจะมีขนาดเล็กกว่า ใช้โอนถ่ายข้อมูลเป็นหลักคล้ายๆกับ USB โดยมีความเร็วอยู่ที่ 400 MB/s อาจจะดูด้อยกว่า USB 2.0 เล็กน้อยแต่ก็แลกมาด้วยความนิ่งของสัญญาณที่ไม่แกว่งเหมือน USB นิยมใช้ในกล้องวีดีโอความละเอียดสูง แต่อีกไม่นานเมื่อ USB เข่าสู่เวอร์ชั่น 3 เมื่อไรพอร์ตนี้คงจะเริ่มหายจากไปเหลือเพียงใช้งานในบางกลุ่มเท่านั้น ส่วนใหญ่ Port Firewire ส่วนใหญ่จะใช้กับกล้อง VDO CamCoders เป็นหลัก ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้ว



e-SATA
เป็น Port ที่เอาไว้ต่อกับ External Hard disk หรือ Hard disk ธรรมดาก็ได้ โดยพอร์ต e-SATA นั้นจะมีความเร็วมีหลักการทำงานเช่นเดียวกับพอร์ต SATA บนเมนบอร์ดเลย ด้วยความเร็วสูงถึง 3000 Mbit/s แต่ในพอร์ต e-SATA จะมีแปลงหัวต่อให้สามารถใช้งานเป็นพอร์ต USB ได้ด้วย


Card Reader
คือ Port ที่เอาไว้ใส่ การ์ดอ่านการ์ดต่างๆ MMC , MSD , CF และอื่นๆ แล้วแต่ผู้ผลิตว่าจะติดตั้งเครื่องอ่านการ์ดชนิดใดมาบางส่งใหญ่ที่นิยมกันก็ เช่น SD MMC


Express Slot
คือ Port อีกชนิดหนึ่งที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากบนเมนบอร์ด ซึ่งเอาไว้ ต่อกับการ์ดต่างๆ เพื่อเพอ่มประสิทธิภาพเครื่องให้สูงขึ้นสามารถทำงานได้หลายอย่างมากขึ้นเช่น Air Card , Sound Card หรือแม้กระทั่ง เพิ่มพอร์ต USB LAN โดยจะแบ่งกันเป็น 3 แบบหลักตามขนาดโดยในแต่ละเครื่องจะแตกต่างกันไป แต่ที่นิยมในปัจจุบันมากที่สุดจะเป็น Express Card 54
ตัวอย่าง Express Slot ทั้ง 3 รูปแบบ
Finger Print
หรือที่สแกนลายนิ้วมือ ที่สามารถใช้ลายนิ้วมือของตัวเองตั้งเป็นรหัสเพื่อเข้าเปิดเครื่อง หรือเข้าถึงข้อมูลสำคัญ ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เหมาะสมกับนักธุรกิจ ยัน นักศึกษาเลยด้วยซ้ำครับ


Wireless Lan
หรือ Wi Fi ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย ทำให้เราสามารถนำโน๊ตบุ๊กไปเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ได้ทุกที่ทุกเวลาในที่มีสัญญาณ Wi Fi โดยไม่ต้องเชื่อมต่อสายแต่อย่างใด ทำให้เป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันด้วยความสะดวกสะบายนี้ และด้วยระบบ IEEE 802.11 นั้นมี 2 มาตรฐาน หลักๆที่นิยมใช้ในโน๊ตบุ๊กคือ N รองรับการเชื่อต่อที่ความเร็ว 36-54 Mbps และ N รองรับการเชื่อมต่อที่ความเร็ว 74 Mbps และสูงสุดที่ 248 Mbps โดยในโน๊ตบุ๊กยังมีจำนวนน้อยที่รองรับมาตรฐานนี้ส่วนใหญ่จะเป็น รุ่นในแพลตฟอร์มเซนทริโน 2 เป็นหลักที่รองรับ


Bluetooth
คือคอนเน็ตเตอร์ไร้สายอีกประเภทที่รู้จักเป็นอย่างดีเพราะในโทรศัพท์มือ ถือ นั้นได้นำเทคโนโลยีนี้มาใช้กันอย่างกว้างขวาง และในโน๊ตบุ๊กเองก็มีการนำมาใช้ทั้งเชื่อมต่อเผื่อโอนถ่ายข้อมูลระหว่าง เครื่อง ไปจนถึงเชื่อต่อกับโทรศัพท์เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย แต่ข้อเสียก็คือ ส่งข้อมูลได้ช้าเพราะมีความเร็วแค่เพียง 100kb/sec และไม่สามารถเชื่อมต่อได้ไกลมากนัก ประมาณ 10 เมตร จึงทำให้ความนิยมลดน้อยลงไปปัจจุบันพัฒนาถึงเวอร์ชั่นที่ 4 แล้ว



LAN
หรือ RJ-45 เป็นคอนเน็ตเตอร์ในการเชื่อมต่อสู่ระบบเครือข่ายซึ่งเป็นที่นิยมสูงมาก ตั้งแต่ตามบ้านเรือน จนถึงองค์กรณ์ใหญ่ๆด้วยความเร็วสูงที่การเชื่อมต่อรูปแบบอื่นๆ ไม่สามารถทัด เทียมได้ยาก ด้วยความเร็วตั้งแต่ 10 -100 MB/s จนไปถึงระดับ 1 GB/s (1,000 MB/s) ในโน๊ตบุ๊กรุ่นใหม่ๆก็อยู่ในระดับ 1 GB/s แทบทั้งนั้นเลย ด้วยความเร็วสูงขนาดนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและยังเป็นที่นิยมต่อไป อีกนานครับ
Modem
หรือที่เรียกว่า RJ-11 ตามชนิดของหัวต่อ เป็นคอนเน็ตเตอร์รุ่นแรกๆของโลกเลยก็ว่าได้ สำหรับเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในสมัยก่อน ที่ความเร็ว 56 K (ในสมัยนี้ก็ยังมีใช้กันอยู่แต่น้อยลงไปเยอะ) โดย Notebook รุ่นใหม่ๆ ไม่มีแล้ว เพราะมีระบบ Hi Speed อินเตอร์เน็ตเข้ามา ซึ่งนิยมใช้เป็นพอร์ต LAN หรือ Wi Fi มากกว่า เพราะเร็วกว่าเยอะ โน้ตบุ๊กปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว


Battery
เป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งของ Notebook เพราะคุณจะใช้งานนอกสถานที่ได้ดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับแบตเตอรี่ โดยปัจจุบัน Li-Ion ได้รับความนิยมมากสุด นอกจากจะชาร์จได้ตามต้องการแล้ว มันยังใช้งานได้นานพอสมควร ยิ่งจำนวน Cell แล mAh มากเท่าไรยิ่งสามารถใช้งานได้มากขึ้น ท่านสามารถดูวิธีการบำรุงรักษา Battery ได้ ที่่นี่
ขอบคุณที่มา: http://notebookspec.com/web/?p=290

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Tango

Tango ...ของเล่นใหม่ อิอิ

ขอบคุณ เจ้าโปรแกรมที่แสนวิเศษ ตัวนี้ มานแหล่มเหลือหลาย ช่วยทำให้เราได้คุยทอศัพท์แบบ เห็นหน้า แต่ มะต้อง จ่ายกะตังค์ ซักกะบาทเดียว 55555555555+ 



วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

My Fitflop

วันนี้ ว่างจัด !!!!  เลยอยากเอา ฟิตฟลอปที่ถ่ายไว้ เมื่อยามมันยังเป็นของใหม่อยู่ตอนนี้  อิอิ  มาเก็บไว้ในบล๊อก ดูเล่น เสมือนว่า หากวันนึงข้างหน้า สภาพในอนาคตมานเก่า เยิน หรือใส่ไม่ได้แล้ว ก้จะได้มานั่งดูรูป ตอนที่มันยังใหม่ๆ อยู่ แล้วจะได้ไม่เสียใจ กับ ราคาที่ยอม ทุ่มทุนไป  อะจร้าา  โรคจิตอ่อนๆ  5555+ 

คู่ใหม่เพิ่งได้มาจร้า

คู่เก่า เดิม ที่มีอยู่แล้ว ลายดอกไม้ 

วันนี้ใส่คู่ไหนดี?

จะเก่า หรือ ใหม่ ก็ สวยทั้งคู่อ่าา เลือกไม่ถูก

เลือกใส่คู่นี้  มีดอกไม้ แลดูเป็นสาวหวาน น่ารักจร้าา

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

My precious Kent brush




Kent Natural Shine Brushes Review and Pictures

Hair - it can make or break a pretty face. Smooth, shiny hair instantly boosts your attractiveness, while frizzy, dry, damaged hair detracts from the natural beauty of your face. My recent post on Sukin Protein Shampoo and Conditioner (which are organic and fantastic for the hair) dealt with the kinds of hair care products I use to maintain the condition of my hair on a daily basis. While shampoo and conditioner is a must for keeping hair clean and healthy, daily hair brushing is just as important in distributing natural oils on your hair for a smooth and glossy mane. My daily hair brushing routine is nothing without my trusty Kent Natural Shine Brushes, made of pure boar bristle and wood. Read on to find out how to get smooth, glossy hair with Kent Natural Shine Brushes



Brush Care (as quoted from packaging):
1. Comb out loose hair weekly
2. Wash in lukewarm soapy waer.
3. Air dry naturally, tufts facing down.
4. No artificial heat.


Saturday, 30 June 2012


I have one kent brush ,just bought this from the Central Kad Suan Kaew Chiang Mai, It's import from british, Love it sooooooo much.

My brush is the Kent Natural Shine Range Porcupine Brush (big brush)

The brush is made of pure boar bristle with a nylon mix and has a beech wood handle with inlayed rubber grips (all Kent Natural Shine Brushes have this). 




First of all, let me tell you about the benefits of using bristle brushes instead of plastic brushes and/or combs.
The following is adapted from Kent Brushes on Amazon.co.uk:
Why Bristle?
Natural bristle is the perfect choice for looking after hair as the scaly surface of each bristle removes dust and excess products from hair. and smoothes the cuticles on the hair shaft, leaving hair looking shiny, healthy and free from frizz. 
Benefits of Bristle
Bristle maintains good hair condition in many ways. In the first instance Bristle will detangle and smooth hair. Bristle keeps hair clean. The scales along its length pick up pollutants, dust and grime. It also removes excess hair products, gel, hair spray, mousse etc...
The scalp and red blood cells there are stimulated, which naturally encourages hair growth. By brushing with bristle the natural oils (sebum) that are produced in one’s scalp are released and distributed along the hair shaft. Hair is maintained, healthy, shiny and glossy, thus preventing dull-looking hair and split-ends. 
Some brushes have additional pins made of nylon to fully penetrate the hair and massage the scalp.
Basically, pure bristle brushes are good because they clean the hair, removing excess dirt and product buildup and keep hair shiny, healthy and full of frizz. Using them also helps to stimulate hair growth and distribute the natural oils produced by the scalp along the hair shaft, without the use of serum.
Convinced by the benefits of bristle, I proceeded to buy two hair brushes from the Kent Natural Shine range. If you were wondering why there are three hair brushes in the first picture, it's because the one in the centre, which is for those with short hair, is my brother's (it's called the Kent Natural Shine Unisex Narrow Grooming Pure Bristle Brush). I kept raving about these brushes until he decided to try one for himself, and he was very happy with it.

แถมท้ายด้วย การดูแลรักษาเจ้าแปรงหวีอันแสนรักล้ำค่าสุดโปรด ให้สะอาด ด้วย วิดีโอ ของคุณพิมผกา นี้ค่ะ ขอขอบคุณ ค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

i Phone 4S

10 สิ่งแรก ที่ต้องทำหลังจากซื้อ iPhone 




 
หลังจากเราซื้อ iPhone กันมาแล้ว เชื่อได้ว่ามีหลายท่านคงงงๆ กันไปบ้างว่ามีขั้นตอนอะไรอย่างไรกันหรือเปล่า ในบทความนี้เราก็จะมาดูกันครับ ว่า 10 ขั้นตอนที่ต้องทำหลังจากซื้อ iPhone มาแล้วมีอะไรบ้าง
1. แกะกล่องเช็คสภาพอุปกรณ์ภายในapple_20iphone_204s_20box
นอกจากการเช็คตัวเครื่อง iPhone แล้ว อุปกรณ์ภายในก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งสาย sync, adapter ที่ิติดมากับกล่อง รวมไปถึงหูหังด้วย ลองเช็คดูว่าแต่ละชิ้นสามารถทำงานได้ปกติหรือเปล่า เพราะถ้าเกิดความผิดปกติขึ้นก็อาจจะยังพอเอาไปเคลมกับร้านที่เราซื้อมาได้ (แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่การตกลงหรือเงื่อนไขของทางร้านด้วยนะ)
2. ทดลองฟังก์ชันต่างๆ ของ iPhoneBlack_white_sidebyside_540x386_2
ต่อมาจะเรียกได้ว่าเป็นการเทสเครื่องก็ไม่ผิดนัก เพราะเราจะต้องทำการทดสอบฟังก์ชันต่างๆ ของตัวเครื่องว่าสามารถทำงานได้ตามปกติหรือไม่ สิ่งที่ควรเช็คก็ได้แก่
  • การรับสัญญาณโทรศัพท์ รวมถึงการทดลองโทรออก/รับสาย
  • การใช้งาน 3G / WiFi / Bluetooth
  • กล้อง
  • หน้าจอ (ความสว่าง สีสัน)
  • การทำงานของจอสัมผัส
  • ลำโพง
ซึ่งบางอย่างก็เป็นสิ่งที่เราควรตรวจสอบก่อนซื้ออยู่แล้ว แต่บางอย่างก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ ทำให้เราควรที่จะมาเช็คอีกครั้งหลังซื้อ เพราะถ้าเกิดมีปัญหาอะไรภายในระยะเวลาไม่กี่วันหลังซื้อ ก็ยังอาจจะพอเคลมได้ในบางร้านและบางกรณีครับ (ก็แล้วแต่การตกลงและเงื่อนไขของทางร้านด้วยเช่นกัน)
3. ล็อกอิน Apple IDapple-id
สิ่งที่จำเป็นมากในการใช้งาน iPhone ก็คือ Apple ID เพราะในการติดตั้งแอพจาก App Store ก็ต้องมีการล็อกอิน Apple ID ด้วย และยังรวมไปถึงบริการต่างๆ โดยเฉพาะการ sync ข้อมูลของเราเข้ากับ iCloud ทำให้การล็อกอินด้วย Apple ID มีความจำเป็นมาก
4. ทดลองติดตั้งแอพจาก App Storeitunes-app-store
เมื่อล็อกอินได้แล้ว ก็ทดลองติดตั้งแอพจาก App Store ดูครับ เป็นแอพฟรีๆ ธรรมดานี่ก็ได้ ว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ทางที่ดีก็ควรจะทำด้วยตนเองนะครับ เพราะบางทีการนำเครื่องไปให้ร้านเหมาลงแอพให้ บางครั้งกลับมาเราอาจจะไม่สามารถอัพเดตแอพด้วยตนเองได้ ต้องนำเครื่องไปให้ที่ร้านอัพเดตให้ ทำให้เสียเวลามากมาย ดังนั้นลองทำด้วยตนเองจะดีที่สุดครับ
5. ลองใช้งานเครื่องหนักๆ ดูบ้างiphone-4s-battery
การใช้งานหนักๆ นี้ไม่ได้หมายถึงว่านำไปวาง แล้วถอยรถเหยียบนะครับ แต่หมายถึงการใช้งานปกตินี่ละ แต่ทดลองเล่นแอพแล้วเปิดค้างไว้เยอะๆ เล่นเกม เล่นเน็ต ใช้งานจนแบตใกล้หมด อะไรทำนองนี้ แล้วสังเกตน้อง iPhone ของเราว่ามีอาการผิดปกติอะไรหรือไม่ เครื่องร้อนเกินไปหรือเปล่า หรือว่าใช้งานอยู่ดีๆ เครื่องก็ดับมั้ย ถ้าเผื่อมีสัญญาณอะไรผิดปกติจะได้นำเครื่องไปเคลมหรือติดต่อกับทางร้านที่ จำหน่ายได้ทันท้วงที เกิดยังสามารถเปลี่ยนเครื่องได้ก็จะได้เปลี่ยนซะ
6. เอาเบอร์จากซิมการ์ดลงมาใส่ในเครื่องซะIMG_0223
เมื่อเจ้า iPhone ที่ซื้อมานั้น ตัวเราเองคิดว่าโอเคแล้ว และจะอยู่เป็นเครื่องของเราสืบต่อไป ก็ต้องทำการจัดแจงเครื่องให้พร้อมสำหรับการใช้งาน โดยอันดับแรกที่ควรทำก็คือการนำเบอร์โทรและรายชื่อ contact จากในซิมการ์ดมาใส่ในเครื่อง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จำเป็นต้องทำ มิฉะนั้นเราจะไม่มีรายชื่อและเบอร์โทรอยู่ใน contact เลย แถมยังจะไม่สามารถ sync ข้อมูลขึ้น iCloud ได้ด้วย โดยสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปใน Settings > Mail, Contacts, Calendars จากนั้นก็เลือกที่หัวข้อ Import SIM Contacts ครับ ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจจะรวมไปถึงการตั้งค่าอีเมลและปฎิทินต่างๆ ด้วยก็ได้ เช่น การตั้งให้รับเมลจาก Gmail เป็นต้น
7. ตั้งค่าการ sync ข้อมูลกับ iCloudIMG_0224
เมื่อจัดการเรื่องข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เสร็จแล้ว ก็ลองมาดูเรื่องการตั้งค่าตัว iCloud กันบ้าง ซึ่งก็ไม่ยากเย็นอะไรครับ แค่เข้ามาในหัวข้อ Settings > iCloud จากนั้นก็มาเลือกว่ามีหัวข้อไหนที่เราต้องการให้ sync ข้อมูลระหว่าง iPhone กับ iCloud บ้าง อันนี้ก็แล้วแต่แต่ละท่านเลย
8. เมื่อสมบูรณ์แล้ว ก็ได้เวลาลงทะเบียนกับ AppleScreen Shot 2555-07-04 at 12.47.31 PM
เมื่อมั่นใจว่าเครื่องเราสามารถใช้งานได้ 100% และไม่ต้องนำเครื่องไปเปลี่ยนอะไรอีกแล้ว ก็ให้นำเครื่องของไปลงทะเบียนในเว็บ Apple ซะ เพื่อรักษาสิทธิ์การรับประกันจากทาง Apple โดยตัวเว็บก็คลิกได้จากที่นี่ครับ
เมื่อเข้าไปแล้ว จะพบว่ามีช่องให้กรอก Apple ID ด้วย เมื่อกรอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะพบกับตารางผลิตภัณฑ์ให้เราเลือก register ซึ่งก็เลือก iPhone ตามรุ่นที่เรามีได้เลย จากนั้นก็กรอกเลข serial number แล้วกดตกลง ซักพักก็เสร็จสมบูรณ์ครับ ถ้าไม่มีข้อมูลผิดพลาดนะ
9. พาน้อง iPhone ไปหาอุปกรณ์ป้องกันตัวgriffin_protector_iphone_4_case_1
ไหนๆ ก็ซื้อมือถือระดับหลักหมื่นแล้ว การจะหาอุปกรณ์มาป้องกันตัวเครื่องก็จัดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมไม่ใช่น้อย แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละท่านว่าอยากจะใช้อะไร โดยมีให้เลือกทั้งฟิล์มกันรอย เคสป้องกันเครื่อง จุกปิดช่องเสียบหูฟังหรือพอร์ต dock ส่วนรูปแบบนั้นก็แล้วแต่ความต้องการและกำลังทรัพย์เลยครับ อย่างเช่นเคสนั้นก็มีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยยันหลักพันหลักหมื่นเลยทีเดียว จะอย่างไรก็ตามอย่างน้อยก็น่าจะมีฟิล์มกันรอยติดส่วนหน้าจอและด้านหลัง เครื่องเอาไว้ก็จะเป็นการดี เพื่อป้องกันการเกิดรอยขีดข่วนกับตัวเครื่อง
10. ทำเครื่องให้พร้อมใช้งานitunes-wifi-sync-setup-4
มาถึงขั้นตอนนี้ก็คือการปรับแต่งเครื่องให้เหมาะกับการใช้งานของเราแล้ว ครั บ เช่น การปรับระดับความสว่างจอ, การปรับตำแหน่งไอคอนต่างๆ รวมไปถึงการต่อ iPhone เข้ากับคอมพิวเตอร์ โอนถ่ายเพลง/หนัง รวมไปถึงแอพที่อาจจะมีอยู่ใน iTunes อยู่แล้วลงมาใน iPhone ของเรา เพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้งานของแต่ละคน
จาก 10 ข้อที่ผ่านมานี้ น่าจะครบถ้วนกับการเตรียมตัวใช้งาน iPhone เครื่องใหม่กันแล้วล่ะครับ เรียกได้ว่าน่าจะเหมาะกับผู้เพิ่งมี iPhone เครื่องแรก หรือต้องการจะซื้อ iPhone เครื่องแรกเป็น iPhone 5 อะไรก็ว่ากันไป ขอให้มีความสุขกับการใช้ iPhone นะครับ :D

 ขอบคุณที่มาของข้อมูล :  http://www.specphone.com