วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

My Fitflop

วันนี้ ว่างจัด !!!!  เลยอยากเอา ฟิตฟลอปที่ถ่ายไว้ เมื่อยามมันยังเป็นของใหม่อยู่ตอนนี้  อิอิ  มาเก็บไว้ในบล๊อก ดูเล่น เสมือนว่า หากวันนึงข้างหน้า สภาพในอนาคตมานเก่า เยิน หรือใส่ไม่ได้แล้ว ก้จะได้มานั่งดูรูป ตอนที่มันยังใหม่ๆ อยู่ แล้วจะได้ไม่เสียใจ กับ ราคาที่ยอม ทุ่มทุนไป  อะจร้าา  โรคจิตอ่อนๆ  5555+ 

คู่ใหม่เพิ่งได้มาจร้า

คู่เก่า เดิม ที่มีอยู่แล้ว ลายดอกไม้ 

วันนี้ใส่คู่ไหนดี?

จะเก่า หรือ ใหม่ ก็ สวยทั้งคู่อ่าา เลือกไม่ถูก

เลือกใส่คู่นี้  มีดอกไม้ แลดูเป็นสาวหวาน น่ารักจร้าา

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

My precious Kent brush




Kent Natural Shine Brushes Review and Pictures

Hair - it can make or break a pretty face. Smooth, shiny hair instantly boosts your attractiveness, while frizzy, dry, damaged hair detracts from the natural beauty of your face. My recent post on Sukin Protein Shampoo and Conditioner (which are organic and fantastic for the hair) dealt with the kinds of hair care products I use to maintain the condition of my hair on a daily basis. While shampoo and conditioner is a must for keeping hair clean and healthy, daily hair brushing is just as important in distributing natural oils on your hair for a smooth and glossy mane. My daily hair brushing routine is nothing without my trusty Kent Natural Shine Brushes, made of pure boar bristle and wood. Read on to find out how to get smooth, glossy hair with Kent Natural Shine Brushes



Brush Care (as quoted from packaging):
1. Comb out loose hair weekly
2. Wash in lukewarm soapy waer.
3. Air dry naturally, tufts facing down.
4. No artificial heat.


Saturday, 30 June 2012


I have one kent brush ,just bought this from the Central Kad Suan Kaew Chiang Mai, It's import from british, Love it sooooooo much.

My brush is the Kent Natural Shine Range Porcupine Brush (big brush)

The brush is made of pure boar bristle with a nylon mix and has a beech wood handle with inlayed rubber grips (all Kent Natural Shine Brushes have this). 




First of all, let me tell you about the benefits of using bristle brushes instead of plastic brushes and/or combs.
The following is adapted from Kent Brushes on Amazon.co.uk:
Why Bristle?
Natural bristle is the perfect choice for looking after hair as the scaly surface of each bristle removes dust and excess products from hair. and smoothes the cuticles on the hair shaft, leaving hair looking shiny, healthy and free from frizz. 
Benefits of Bristle
Bristle maintains good hair condition in many ways. In the first instance Bristle will detangle and smooth hair. Bristle keeps hair clean. The scales along its length pick up pollutants, dust and grime. It also removes excess hair products, gel, hair spray, mousse etc...
The scalp and red blood cells there are stimulated, which naturally encourages hair growth. By brushing with bristle the natural oils (sebum) that are produced in one’s scalp are released and distributed along the hair shaft. Hair is maintained, healthy, shiny and glossy, thus preventing dull-looking hair and split-ends. 
Some brushes have additional pins made of nylon to fully penetrate the hair and massage the scalp.
Basically, pure bristle brushes are good because they clean the hair, removing excess dirt and product buildup and keep hair shiny, healthy and full of frizz. Using them also helps to stimulate hair growth and distribute the natural oils produced by the scalp along the hair shaft, without the use of serum.
Convinced by the benefits of bristle, I proceeded to buy two hair brushes from the Kent Natural Shine range. If you were wondering why there are three hair brushes in the first picture, it's because the one in the centre, which is for those with short hair, is my brother's (it's called the Kent Natural Shine Unisex Narrow Grooming Pure Bristle Brush). I kept raving about these brushes until he decided to try one for himself, and he was very happy with it.

แถมท้ายด้วย การดูแลรักษาเจ้าแปรงหวีอันแสนรักล้ำค่าสุดโปรด ให้สะอาด ด้วย วิดีโอ ของคุณพิมผกา นี้ค่ะ ขอขอบคุณ ค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

i Phone 4S

10 สิ่งแรก ที่ต้องทำหลังจากซื้อ iPhone 




 
หลังจากเราซื้อ iPhone กันมาแล้ว เชื่อได้ว่ามีหลายท่านคงงงๆ กันไปบ้างว่ามีขั้นตอนอะไรอย่างไรกันหรือเปล่า ในบทความนี้เราก็จะมาดูกันครับ ว่า 10 ขั้นตอนที่ต้องทำหลังจากซื้อ iPhone มาแล้วมีอะไรบ้าง
1. แกะกล่องเช็คสภาพอุปกรณ์ภายในapple_20iphone_204s_20box
นอกจากการเช็คตัวเครื่อง iPhone แล้ว อุปกรณ์ภายในก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งสาย sync, adapter ที่ิติดมากับกล่อง รวมไปถึงหูหังด้วย ลองเช็คดูว่าแต่ละชิ้นสามารถทำงานได้ปกติหรือเปล่า เพราะถ้าเกิดความผิดปกติขึ้นก็อาจจะยังพอเอาไปเคลมกับร้านที่เราซื้อมาได้ (แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่การตกลงหรือเงื่อนไขของทางร้านด้วยนะ)
2. ทดลองฟังก์ชันต่างๆ ของ iPhoneBlack_white_sidebyside_540x386_2
ต่อมาจะเรียกได้ว่าเป็นการเทสเครื่องก็ไม่ผิดนัก เพราะเราจะต้องทำการทดสอบฟังก์ชันต่างๆ ของตัวเครื่องว่าสามารถทำงานได้ตามปกติหรือไม่ สิ่งที่ควรเช็คก็ได้แก่
  • การรับสัญญาณโทรศัพท์ รวมถึงการทดลองโทรออก/รับสาย
  • การใช้งาน 3G / WiFi / Bluetooth
  • กล้อง
  • หน้าจอ (ความสว่าง สีสัน)
  • การทำงานของจอสัมผัส
  • ลำโพง
ซึ่งบางอย่างก็เป็นสิ่งที่เราควรตรวจสอบก่อนซื้ออยู่แล้ว แต่บางอย่างก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ ทำให้เราควรที่จะมาเช็คอีกครั้งหลังซื้อ เพราะถ้าเกิดมีปัญหาอะไรภายในระยะเวลาไม่กี่วันหลังซื้อ ก็ยังอาจจะพอเคลมได้ในบางร้านและบางกรณีครับ (ก็แล้วแต่การตกลงและเงื่อนไขของทางร้านด้วยเช่นกัน)
3. ล็อกอิน Apple IDapple-id
สิ่งที่จำเป็นมากในการใช้งาน iPhone ก็คือ Apple ID เพราะในการติดตั้งแอพจาก App Store ก็ต้องมีการล็อกอิน Apple ID ด้วย และยังรวมไปถึงบริการต่างๆ โดยเฉพาะการ sync ข้อมูลของเราเข้ากับ iCloud ทำให้การล็อกอินด้วย Apple ID มีความจำเป็นมาก
4. ทดลองติดตั้งแอพจาก App Storeitunes-app-store
เมื่อล็อกอินได้แล้ว ก็ทดลองติดตั้งแอพจาก App Store ดูครับ เป็นแอพฟรีๆ ธรรมดานี่ก็ได้ ว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ทางที่ดีก็ควรจะทำด้วยตนเองนะครับ เพราะบางทีการนำเครื่องไปให้ร้านเหมาลงแอพให้ บางครั้งกลับมาเราอาจจะไม่สามารถอัพเดตแอพด้วยตนเองได้ ต้องนำเครื่องไปให้ที่ร้านอัพเดตให้ ทำให้เสียเวลามากมาย ดังนั้นลองทำด้วยตนเองจะดีที่สุดครับ
5. ลองใช้งานเครื่องหนักๆ ดูบ้างiphone-4s-battery
การใช้งานหนักๆ นี้ไม่ได้หมายถึงว่านำไปวาง แล้วถอยรถเหยียบนะครับ แต่หมายถึงการใช้งานปกตินี่ละ แต่ทดลองเล่นแอพแล้วเปิดค้างไว้เยอะๆ เล่นเกม เล่นเน็ต ใช้งานจนแบตใกล้หมด อะไรทำนองนี้ แล้วสังเกตน้อง iPhone ของเราว่ามีอาการผิดปกติอะไรหรือไม่ เครื่องร้อนเกินไปหรือเปล่า หรือว่าใช้งานอยู่ดีๆ เครื่องก็ดับมั้ย ถ้าเผื่อมีสัญญาณอะไรผิดปกติจะได้นำเครื่องไปเคลมหรือติดต่อกับทางร้านที่ จำหน่ายได้ทันท้วงที เกิดยังสามารถเปลี่ยนเครื่องได้ก็จะได้เปลี่ยนซะ
6. เอาเบอร์จากซิมการ์ดลงมาใส่ในเครื่องซะIMG_0223
เมื่อเจ้า iPhone ที่ซื้อมานั้น ตัวเราเองคิดว่าโอเคแล้ว และจะอยู่เป็นเครื่องของเราสืบต่อไป ก็ต้องทำการจัดแจงเครื่องให้พร้อมสำหรับการใช้งาน โดยอันดับแรกที่ควรทำก็คือการนำเบอร์โทรและรายชื่อ contact จากในซิมการ์ดมาใส่ในเครื่อง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จำเป็นต้องทำ มิฉะนั้นเราจะไม่มีรายชื่อและเบอร์โทรอยู่ใน contact เลย แถมยังจะไม่สามารถ sync ข้อมูลขึ้น iCloud ได้ด้วย โดยสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปใน Settings > Mail, Contacts, Calendars จากนั้นก็เลือกที่หัวข้อ Import SIM Contacts ครับ ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจจะรวมไปถึงการตั้งค่าอีเมลและปฎิทินต่างๆ ด้วยก็ได้ เช่น การตั้งให้รับเมลจาก Gmail เป็นต้น
7. ตั้งค่าการ sync ข้อมูลกับ iCloudIMG_0224
เมื่อจัดการเรื่องข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เสร็จแล้ว ก็ลองมาดูเรื่องการตั้งค่าตัว iCloud กันบ้าง ซึ่งก็ไม่ยากเย็นอะไรครับ แค่เข้ามาในหัวข้อ Settings > iCloud จากนั้นก็มาเลือกว่ามีหัวข้อไหนที่เราต้องการให้ sync ข้อมูลระหว่าง iPhone กับ iCloud บ้าง อันนี้ก็แล้วแต่แต่ละท่านเลย
8. เมื่อสมบูรณ์แล้ว ก็ได้เวลาลงทะเบียนกับ AppleScreen Shot 2555-07-04 at 12.47.31 PM
เมื่อมั่นใจว่าเครื่องเราสามารถใช้งานได้ 100% และไม่ต้องนำเครื่องไปเปลี่ยนอะไรอีกแล้ว ก็ให้นำเครื่องของไปลงทะเบียนในเว็บ Apple ซะ เพื่อรักษาสิทธิ์การรับประกันจากทาง Apple โดยตัวเว็บก็คลิกได้จากที่นี่ครับ
เมื่อเข้าไปแล้ว จะพบว่ามีช่องให้กรอก Apple ID ด้วย เมื่อกรอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะพบกับตารางผลิตภัณฑ์ให้เราเลือก register ซึ่งก็เลือก iPhone ตามรุ่นที่เรามีได้เลย จากนั้นก็กรอกเลข serial number แล้วกดตกลง ซักพักก็เสร็จสมบูรณ์ครับ ถ้าไม่มีข้อมูลผิดพลาดนะ
9. พาน้อง iPhone ไปหาอุปกรณ์ป้องกันตัวgriffin_protector_iphone_4_case_1
ไหนๆ ก็ซื้อมือถือระดับหลักหมื่นแล้ว การจะหาอุปกรณ์มาป้องกันตัวเครื่องก็จัดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมไม่ใช่น้อย แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละท่านว่าอยากจะใช้อะไร โดยมีให้เลือกทั้งฟิล์มกันรอย เคสป้องกันเครื่อง จุกปิดช่องเสียบหูฟังหรือพอร์ต dock ส่วนรูปแบบนั้นก็แล้วแต่ความต้องการและกำลังทรัพย์เลยครับ อย่างเช่นเคสนั้นก็มีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยยันหลักพันหลักหมื่นเลยทีเดียว จะอย่างไรก็ตามอย่างน้อยก็น่าจะมีฟิล์มกันรอยติดส่วนหน้าจอและด้านหลัง เครื่องเอาไว้ก็จะเป็นการดี เพื่อป้องกันการเกิดรอยขีดข่วนกับตัวเครื่อง
10. ทำเครื่องให้พร้อมใช้งานitunes-wifi-sync-setup-4
มาถึงขั้นตอนนี้ก็คือการปรับแต่งเครื่องให้เหมาะกับการใช้งานของเราแล้ว ครั บ เช่น การปรับระดับความสว่างจอ, การปรับตำแหน่งไอคอนต่างๆ รวมไปถึงการต่อ iPhone เข้ากับคอมพิวเตอร์ โอนถ่ายเพลง/หนัง รวมไปถึงแอพที่อาจจะมีอยู่ใน iTunes อยู่แล้วลงมาใน iPhone ของเรา เพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้งานของแต่ละคน
จาก 10 ข้อที่ผ่านมานี้ น่าจะครบถ้วนกับการเตรียมตัวใช้งาน iPhone เครื่องใหม่กันแล้วล่ะครับ เรียกได้ว่าน่าจะเหมาะกับผู้เพิ่งมี iPhone เครื่องแรก หรือต้องการจะซื้อ iPhone เครื่องแรกเป็น iPhone 5 อะไรก็ว่ากันไป ขอให้มีความสุขกับการใช้ iPhone นะครับ :D

 ขอบคุณที่มาของข้อมูล :  http://www.specphone.com

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

อาทิตย์ ธรรมะ

คำสอน ท่าน ว.วชิรเมธี ทำๆ ตามได้บ้างก็จะดีเน๊อะ สาธุ!

















วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

On my birthday with penfolds 407

Penfolds ผู้ยิ่งใหญ่แห่งออสเตรเลีย
         ไวน์โลกใหม่นับว่ามาแรงในตลาดโลกในช่วง 10 – 20 ปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมืองไทยที่เมื่อก่อน รู้จักแต่ไวน์ฝรั่งเศส หรือไม่ก็อิตาลี หรือเยอรมัน แต่เมื่อตลาดไวน์เติบโตขึ้น ไวน์จากโลกใหม่ได้หลั่งไหลเข้ามามากมายหลายร้อยยี่ห้อ และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ทำให้แชมป์เก่าอย่างฝรั่งเศสต้องหันกลับมามองผู้ที่ตามมาติดๆ อย่างออสเตรเลียไวน์ ที่ไล่ขึ้นมาจนรู้สึกถึงลมหายใจที่สัมผัสได้บริเวณต้นคอ
ไวน์ ออสเตรเลีย นำเข้ามาในบ้านเรามากเป็นอันดับที่สอง เป็นรองอยู่แค่เจ้าเดียวคือฝรั่งเศส แชมป์เก่าที่ร่อแร่เต็มที แต่ละปีก็หืดขึ้นคอที่กว่าจะรักษาแชมป์ไว้ได้ ไม่เฉพาะที่เมืองไทยเท่านั้น ในตลาดอื่นของโลกก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันคือ ตัวเลขหดหายไปเรื่อยๆ นับว่าเหนื่อยสำหรับไวน์โลกเก่า
          นั่น เป็นเพราะว่าไวน์โลกใหม่ราคาค่าตัวย่อมเยาว์กว่าไวน์โลกเก่ามาก ส่วนรสชาดก็จี๊ดจ๊าดถึงใจคอไวน์ และที่สำคัญคอไวน์รุ่นใหม่ จะดื่มไวน์ที่คุ้มค่าไวน์มากกว่า ไวน์แพงราคาหลายพันหลายหมื่น ถูกเมินกันมากขึ้น เพราะคนสมัยนี้มองที่ความประหยัดและคุ้มค่ามากขึ้น
          เพนโฟลด์ (Penfolds) ไวน์จากออสเตรเลียตัวนี้ สามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นไวน์ที่คอไวน์ทั้ง5f ไทย และเทศรู้จักกันดีที่สุดในบรรดาไวน์ออสซี่ด้วยกัน เนื่องจากเป็นผู้ผลิตไวน์คุณภาพคับแก้วรายใหญ่ที่มีไวน์อยู่ในสายการผลิต หลายสิบตัว ทั้งแดงทั้งขาว ไล่เรียงกันตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักหลายหมื่นบาท
          ใน บ้านเราโดยเฉพาะในหมู่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ นับว่ารู้จักและชื่นชอบไวน์เพนโฟลด์กันมาก หากมีไว้หรือได้เปิดเลี้ยงรับรองแขกคนสำคัญ หรือผู้ใหญ่แล้วละก็ แฮปปี้กันทุกงานไป

   Christopher Rawson Penfolds
          จากประวัติของเพนโฟลด์นี้ ต้องนับย้อนหลังไปเกือบ 200 ปี เริ่มจากที่นายคริสโตเฟอร์ รอว์สัน เพนโฟลด์ (Mr. Christopher Rawson Penfolds) ได้ กำเนิดขึ้นมามองโลกที่ประเทศอังกฤษ แดนดินถิ่นผู้ดี หลังจากได้ร่ำเรียนจนจบวิชาการแพทย์ดังสมใจปารถนา ได้คำว่าดอกเตอร์ มานำหน้าชื่ออย่างโก้หรูในปี 1838 แต่ในใจของนายแพทย์หนุ่มผู้นี้ มีความรักไวน์เป็นอย่างมาก และมีความเชื่อมั่นว่าไวน์เป็นสิ่งมีค่าทางยาที่ใช้บำบัดโรคได้
          ต่อ มา เขาได้อพยพครอบครัวของเขาไปอยู่ที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นอาณานิคมที่อยู่ไกลสุดของอังกฤษ โดยก่อนที่จะอพยพไปที่ออสเตรเลีย ดอกเตอร์คริสโตเฟอร์และแมรี่ผู้เป็นภรรยา ได้นำเอาต้นพันธุ์องุ่นจากทางตอนใต้ของฝรั่งเศสไปด้วยจำนวนหนึ่ง และได้นำไปปลูกไว้รอบๆกระท่อมหลังน้อยของเขาที่บริเวณตำบลมากิลล์ (Magill) ซึ่งอยู่ในเขตอดิเลด (Adelaide) ในปี 1845 (ซึ่งต่อมา ได้เป็นไร่องุ่นที่มีชื่อเสียงไร่หนึ่งในจำนวน 4 ไร่ ของเพนโฟลด์) ในปี 1845 และได้ให้ชื่อของบ้านน้อยของเขาว่า เดอะ เกรนจ์ (The Grange) ตามชื่อบ้านของแมรี่ผู้เป็นภรรยาที่ประเทศอังกฤษ
          ในยุคต้นๆของเพนโฟลด์ ได้ผลิตเฉพาะ  พอร์ติไฟด์ไวน์ (Fortified) เท่านั้น คือ เหล้าพอร์ทและเชอร์รี่ (Port and Sherry) และไวน์ของเพนโฟลด์ก็ได้ความนิยมมากจนต้องขยายไร่และเพิ่มปริมาณการผลิต จนกระทั่งปี 1870 ด๊อก เตอร์ คริสโตเฟอร์ ได้เสียชีวิตลง และได้ทิ้งภาระอันยิ่งใหญ่นี้ไว้กับแมรี่ผู้เป็นภรรยา และลูกสาวกับลูกเขย ที่ต่อมาได้ช่วยกันสร้างเพนโฟลด์ ให้เติบใหญ่มากขึ้นจนในปี 1881 สามารถผลิตไวน์ได้ถึง 500,000 ลิตร และทำให้ชื่อของเพนโฟลด์เป็นที่รู้จักติดหูติดปากคนทั่วไป
ต่อมาแมรี่ภรรยาม่ายของดอกเตอร์ คริสโตเฟอร์ ได้เกษียนตัวเองลงในปี 1884 และเสียชีวิตลงในปี 1895 ผู้ที่รับหน้าที่ต่อจากนี้ไปก็คือ จิออร์จิน่า ผู้เป็นลูกสาวกับสามี โธมัส ไฮแลนด์ (Georgina and Thomas Hylands) ซึ่ง เป็นยุคที่ทำให้เพนโฟลด์ได้รับความนิยมจากนักดื่มไวน์อย่างสุดสุด จนสามารถกล่าวได้ว่า ไวน์ทุกๆสองขวดที่เปิดดื่มในออสเตรเลียในปี 1920 นั้นจะเป็นไวน์จากเพนโฟลด์หนึ่งขวด
จวบจนกระทั่งถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทเพนโฟลด์ที่ได้แต่มุ่งผลิตพอร์ติไฟด์ ไวน์และบรั่นดีเป็นหลัก ส่วนไวน์ที่เป็นไวน์นิ่ง (Still Wine) หรือ Table wine นั้น เพนโฟลด์ ให้ความสนใจและผลิตน้อยมาก จนกระทั่งเจฟฟรี่ เพนโฟลด์ ไฮแลนด์ (Jeffrey Penfold Hyland) ได้ ตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนแนวทางของเพนโฟลด์ โดยให้หันมาผลิตไวน์มากขึ้น และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง เพนโฟลด์ได้ผลิตไวน์แค่เพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่นั่นคือจุดเปลี่ยนของเพนโฟลด์ที่นำมาสู่ความยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน

 Max Schubert 

ในปี 1950 เจ ฟฟรี่ผู้ทีจิตใจเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่ที่จะผลิตไวน์แทนเหล้าพอร์ทและบรั่นดี ก็พยามโน้มน้าวบริษัทฯให้เห็นด้วยกับความคิดของเขาและเมื่อมีปณิธานอันแน่ว แน่ อุปสรรคทั้งปวงย่อมพ่ายแพ้ บริษัทฯเปิดไฟเขียวให้เจฟฟรี่ดำเนินการ ภาระอันหนักอึ้งจึงไปตกอยู่กับ แมกซ์ ชูเบิร์ท (Max Schubert) ผู้ปรุงไวน์ฝีมือเยี่ยมของเพนโฟลด์ที่ได้เข้าร่วมงานกับเพนโฟลด์ ตั้งแต่ปี 1931 เมื่อเขามีอายุได้สิบกว่าปีในตำแหน่งพนักงานเดินเอกสาร
แม็ก ซ์ ชูเบิร์ท ผู้นี้แหละที่เป็นปรมาจารย์ในด้านการปรุงไวน์ ถึงแม้จะเข้าร่วมงานกับเพนโฟลด์ในตำแหน่งพนักงานเดินเอกสาร แต่ความที่มีใจรักความก้าวหน้า เขาจึงไปเรียนวิชาเคมีในตอนกลางคืนจนจบ และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยของนักเคมีของเพนโฟลด์ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยผู้ปรุงไวน์เมื่ออายุ 25 ปี และสุดท้ายได้รับตำแหน่งหัวหน้าผู้ปรุงไวน์เมื่อปี 1948 เมื่ออายุแค่เพียง 33 ปี
แต่ ก่อนแต่ไรมา เพนโฟลด์ถนัดแต่ผลิตเหล้าพอร์ท เชอร์รี่ และบรั่นดี แต่เมื่อนโยบายและทิศทางเริ่มเปลี่ยน แม็กซ์ผู้ทำหน้าที่ปรุงไวน์จึงต้องเดินทางไปศึกษาดูการทำไวน์ที่ยุโรป และกลับมาผลิตไวน์อย่างจริงจังครั้งแรก ที่ถือว่าเป็นรุ่นบุกเบิก คือ เกร้นจ์ เฮอร์มิทาจ () โดยใช้องุ่นชิราซล้วน และต่อจากนั้นมาถึงปัจจุบันก็ประมาณ 50 ปี เกร้นจ์ เฮอร์มิทาจก็ได้กลายเป็นเรือธงของเพนโฟลด์และออสเตรเลียไปแล้ว ซึ่งปัจจุบันไวน์ตัวนี้ได้มีชื่อว่า Grange ตัวเดียวโดยตัดคำว่า Hermitage ออกไป
          ส่วนไวน์ตัวอื่นๆของเพนโฟลด์เช่น Bin 707, Bin 389, Bin 128, Bin 28 และ Bin 2 ได้ผลิตขึ้นตามมาในปี 1960 และตามมาด้วย Koonunga Hill ในปี 1976 นอกจากนี้ยังมีไวน์รุ่นพิเศษที่แม็กซ์ได้ให้ผู้ปรุงไวน์ในทีมของเขาคัดเลือกแปลงองุ่น ที่ดีในแต่ละไร่ออกมาแล้วผลิตเป็นไวน์รุ่น “ Special Bin” ออกมาเช่น Bin 60A, Bin 90A หรือ Kalimna Block 42 ซึ่งล้วนแล้วแต่ เป็นระดับพรีเมี่ยมไวน์ที่หายาก เท่าที่ดูยังไม่เคยเห็นในบ้านเรา ถ้าใครอยากจะดื่มต้องบินไปออสเตรเลีย
          นอกจากไวน์แดงแล้ว เพนโฟลด์ก็ยังทำไวน์ขาวได้ดี โดยเฉพาะไวน์ขาวที่ทำจากองุ่นชาร์ดอนเนย์ โดยเฉพาะ ในปี 1990 เพนโฟลด์ได้บรรจงผลิตไวน์ขาวชื่อ Yattarna ซึ่งทำจากองุ่นชาร์ดอนเน่ย์ออกมา ซึ่งไวน์ตัวนี้เป็นไวน์ที่มีรสชาดสุดเยี่ยม แต่ราคาก็สุดโต่งเหมือนกัน
          เพนโฟลด์มีไร่องุ่นหลักอยู่ 4 ไร่ คือ Magill Estate Vineyard, Kalimna Vineyard, Koonunga Hill Vineyard และ Clare Estate Vineyard องุ่นที่ปลูกในไร่เหล่านี้ก็คือพันธ์ชิราซ, คาแบร์เนต์ โซวินญอง, มาทาโร (Mataro หรือ Mourvedre) มีมาลเบคบ้างนิดหน่อย ส่วนองุ่นขาว ก็จะมีชาร์ดอนเนย์เป็นหลัก ตามด้วยเซมิลยอง ริสลิ่ง และโซวินญอง บลอง
          ไวน์ของเพนโฟลด์นับเป็นไวน์ที่มีคนรู้คนรู้จักมากที่สุดในกลุ่มของไวน์จากออสเตรเลีย ไวน์ตัวเด่นๆที่จะหาได้ในบ้านเราก็จะมี Grange, Bin 707, Bin 389, Bin 407, Bin 128, Bin 25, Bin 2, Koonunga Hill และ Rawson Retreat ไล่เรียงมาจากระดับ Top ถึงระดับล่าง บางตัวมีเฉพาะไวน์แดง บางตัวก็มีทั้งแดงทั้งขาว เช่น Koonunga Hill และ Rawson Retreat        ไวน์ ดี คนนิยมมาก ราคาก็จะสูงตามไปด้วย ประกอบกับภาษีในเมืองไทยที่สูงมหาโหด ข่าวล่าสุดออกมาว่า บริษัทฯ ตัวแทนในเมืองไทยได้ตั้งราคาของ Bin 707 เอาไว้ที่ 15,000 บาท ขาดตัวต่อหนึ่งขวด และส่วนตัวเรือธง Grange นั้นไม่ต้องพูดถึงราคาไปอยู่ 50,000 บาท ต่อขวด ก็ไม่ทราบว่าทำไมราคาถึงได้พุ่งไปขนาดนั้น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ราคายังอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ว่าใช่เพนโฟลด์จะมีเฉพาะไวน์ราคาหลักหมื่น ราคาหลักร้อยต้นๆก็มีหลายตัว หลายระดับให้ได้เลือกหากันตามกำลังและรสนิยม

http://www.winescale.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5340217&Ntype=14

 

2009 Tasting Notes

Launched with the 1990 vintage in 1993, Penfolds Bin 407 was developed in response to the increasing availability of high quality Cabernet Sauvignon fruit. Inspired by Penfolds Bin 707, Bin 407 offers varietal definition and approachability, yet with structure and depth of flavour.
A textbook Cabernet Sauvignon, the varietally expressive Bin 407 highlights the rewards of Penfolds multi-region, multi-vineyard blending, with a core of ripe fruit supported by a sensitive use of French and American oak.


Bin 407 Cabernet Sauvignon was developed by former Penfolds Chief Winemaker John Duval, in response to market demand for a versatile cabernet sauvignon style that could be enjoyed for immediate drinking, or could develop well in the cellar.
With a couple of notable exceptions, quality cabernet sauvignon has only been widely available for a matter of decades. Many of these vineyards are entering the mature phase of their productive life and there is now a rich source of high quality fruit for Penfolds winemakers to draw from.
The objective with Bin 407 has always been to promote cabernet’s varietal character, in tandem with the Penfolds house style.
Providing a lovely contrast to the more powerfully structured Bin 707, Bin 407 is a restrained and elegant cabernet sauvignon style with clear, varietal black-currant/cassis aromas, fine-grained firm tannins and underlying cedar/savoury oak.


source: http://www.penfolds.com/en/Wines/Bin-Range/Bin-407-Cabernet-Sauvignon.aspx

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

My clinique's order

Your Clinique Online order number 2081542266 has been shipped
Thank you for your order with Clinique Online. We are pleased to inform you that your order number 2081542266 has been processed and shipped. For your convenience, we include the details of your order so you can compare the information with your online order confirmation.
Your order has been shipped via UPS
The tracking number is...
Click here to track your package.

Thanks again for your order and for visiting Clinique Online. If you should have any questions or concerns, please contact a Clinique Customer Service representative at CustomerCare@Clinique.com. For fastest service, please refer to your order number in any correspondence.


Brush-On Cream LinerBrush-On Cream Liner

Brush-On Cream Liner
Creamy eyeliner brushes on deep, smoky, eye-defining colour. Long-wearing, waterproof formula comes complete with a mini Eye Liner Brush. Ophthalmologist tested.
  • Formula: Cream
.17 oz./5 g 

Perfectly Real Compact MakeupPerfectly Real Compact Makeup

Perfectly Real Compact Makeup
Silky, oil-free formula looks like your skin-only better. Optimizes skin's varying tones to create a more even appearance. Buildable coverage lasts for hours, yet feels like nothing at all. Controls shine. In a ready-to-go, ready-to-perfect compact. Oil-free.

.52 oz/12 g 


All About Eyes ConcealerAll About Eyes Concealer

All About Eyes Concealer
Multi-tasking concealer disguises dark under-eye circles while helping to reduce the look of puffiness. Long-wearing, moisturizing formula won't crease or settle into fine lines. Oil-free. Ophthalmologist tested.
  • Formula: Liquid Concealer
  • Coverage: Full
  • Benefits: Disguises, de-circles, de-puffs
.37 oz/11 ml 


แถมให้ดู เพลินๆ ตา May Gift Set , ที่ทางไทยเราจัดโปรกันช่วงร้อนนี้ Summer Gift Set

Beachy Duffle, Beachy Sun Hat ,Sunny Flip Flops

ต้องแลกมาด้วยการซื้อสินค้า ถ้าอยากได้ทั้งเซต ก็จ่าย 5,000 บาท 

เงินไม่พอ ก้ ต้องเลือก ชิ้นละ 2,000 บาท อิอิ...ไปสอยมากันเหอะ ว้าาาวว